FAANG คืออะไร : คู่มือการลงทุนในหุ้น FAANG

Faang

          นักเขียนพาดหัวข่าวชอบหุ้น FAANG แทบจะเท่ากับที่นักลงทุนชอบ หากคุณค้นหาเคล็ดลับการลงทุนบนอินเทอร์เน็ต คุณอาจจะเคยผ่านตากับบทความอย่างเช่น ‘หุ้น FAANG เผยคม‘ หรือ ‘FAANG ถดถอย: หุ้นชั้นนำหมดคม‘ เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับความฝันของผู้รักการเล่นคำ หุ้น FAANG ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักลงทุนหุ้นรายตัวที่เห็นถึงความนิยมและราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่าแต่หุ้น FAANG คืออะไรและคุณควรลงทุนหรือไม่ เรามาหาคำตอบกันครับ

หุ้นเทคโนโลยี FAANG คืออะไร

          FAANG คือ ชื่อย่อของบริษัทบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา 5 อันดับแรก ได้แก่

F – Facebook (FB)

A – Amazon (AMZN)

A – Apple (APPL)

N – Netflix (NFLX)

G – Alphabet หรือที่เคยรู้จักในชื่อ Google (GOOG)

          หุ้นกลุ่มนี้ทุกตัวเทรดบนตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นอเมริกาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และรวมอยู่ใน S&P500 Index ซึ่งเมื่อรวมทุกบริษัทในกลุ่ม FAANG แล้ว จะมีสัดส่วนประมาณ 15% ของ S&P500 Index

          FAANG เป็นศัพท์อเมริกันที่ใช้ครั้งแรกโดยบุคลากรในวงการโทรทัศน์นามว่า Jim Cramer ในปี 2013 ซึ่งในรายการ CNBC ของเขา เขากล่าวชื่นชมสี่บริษัท FANG อันประกอบด้วย Facebook, Amazon, Netflix และ Google อย่างมาก อย่าลืมว่าบริษัทเหล่านี้ครอบครองตลาดของตนจนกระทั่งดูเหมือนว่าไม่มีใครจะหยุดยั้งสี่บริษัทนี้ได้ ศัพท์ดังกล่าวใช้ในวงการการลงทุนและในปี 2017 Apple ถูกเพิ่มลงในกลุ่มและตัวย่อขยายจาก FANG เป็น FAANG

          คุณทราบหรือไหมว่า คุณสามารถดูกราฟราคาของตราสารทางการเงินต่าง ๆ เช่นหุ้นกลุ่ม FAANG โดยการดาวน์โหลดแพลตฟอร์มเทรด MetaTrader 5 ที่ Admiral Markets UK Ltd มอบให้ใช้ฟรี ตามจริงแล้ว คุณสามารถเทรด CFD หุ้นทั่วโลกมากกว่า 3,000 บริษัทและ CFD ETF มากกว่า 300 กองทุนกับ Admiral Markets เพื่อที่คุณจะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากความเคลื่อนไหวของทุกตลาด 

บริษัทกลุ่ม FAANG เป็นที่รู้จักในเรื่องอะไร

          นักวิเคราะห์ตลาดจำนวนมากถือว่าบริษัทเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ของ S&P500 Index และเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม แต่ละบริษัทเป็นที่รู้จักถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดและการครอบครองตลาดของตน

          ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนเมื่อเราพิจารณาถึงมูลค่าของบริษัทในกลุ่ม FAANG ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 บริษัทในกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าตลาดรวมกันเกินกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แล้ว เมื่อดูจากประวัติที่ผ่านมา บริษัทกลุ่ม FAANG ทำผลตอบแทนเหนือกว่า S&P500 Index และ Nasdaq ที่เน้นด้านเทคโนโลยี

          อย่างไรก็ตาม อย่างที่นักลงทุนที่ดีทุกคนทราบว่า ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดสำหรับความสำเร็จในอนาคต แต่เนื่องจากการครอบครองตลาดของห้าบริษัทกลุ่ม FAANG ทำให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิเคราะห์ตลาดจำนวนมากเห็นว่าบริษัทเหล่านี้เป็นการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ หากคุณต้องการทราบผลงานของแต่ละหุ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะมาลงรายละเอียดของผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทกัน

หุ้น Facebook (FB)

          หุ้น Facebook เป็นเครือข่ายสังคมยักษ์ใหญ่ แต่บริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมนี้มิได้ครอบครองแต่เฉพาะแอปเครือข่ายยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังครอบครอง Instagram, WhatsApp และ Messenger อีกด้วย ผลลัพธ์คือ บริษัทสามารถเข้าถึงผู้ใช้ที่มีการใช้งานมากกว่า 2.5 พันล้านคนและทำเงินจากการโฆษณายังผู้ใช้ของตน

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: หากคุณซื้อหุ้น Facebook ณ ตอนปิดตลาดของวันที่ 31 ธันวาคม 2009 คุณจะได้รับผลตอบแทนเกือบ 450% ณ ช่วงเวลาเดียวกันในทศวรรษต่อมา ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 บริษัทประกาศกำไรสุทธิเกินกว่า 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

หุ้น Amazon (AMZN)

          ประวัติความเป็นมาของหุ้น Amazon คือเป็นบริษัทที่มีโปรแกรมสมาชิก Amazon Prime มีสมาชิกมากกว่า 150 ล้านคน (ลูกค้าที่มีการซื้อสินค้า) อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัท แต่เมื่อไม่นานมานี้ Amazon เริ่มต้นแคมเปญขยายกิจการอย่างทะเยอทะยานในตลาดอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการโฆษณาและการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง Jeff Bezos จะกลายเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: นับตั้งแต่ปี 2009 ราคาหุ้น Amazon เพิ่มขึ้นมาเกือบ 1,300% ตอนนี้บริษัทเสนอผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากกว่า 120 ล้านผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตน ซึ่ง ณ เดือนมกราคม 2020 Amazon มีรายได้ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 265 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและกำไรสุทธิอยู่ที่ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

หุ้น Apple (APPL)

          ประวัติความเป็นมา: Apple เคยทำสงครามสมาร์ตโฟนกับ Samsung ด้วยทั้งสองแบรนด์ต่างต้องการแย่งชิงความเป็นเจ้าตลาด ซึ่ง Apple เป็นผู้ชนะในสงครามดังกล่าวอย่างชัดเจนและผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายนี้แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน ถึงแม้ว่ายอดขายอุปกรณ์จะยังเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของแบรนด์ แต่ Apple เริ่มให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง เช่น บริการสตรีมมิ่งและเสนอพื้นที่จัดเก็บระบบคลาวด์ เนื่องจากผลกระทบจากการกักตัวอยู่กับบ้าน ระบบนิเวศน์ของ Apple สร้างผู้สนับสนุนแบรนด์ที่แท้จริง ด้วยการเปิดตัว Apple Arcade และ Apple Music เมื่อไม่นานมานี้ ผลกระทบจากการกักตัวอยู่กับบ้านทำให้ Apple เติบโตยิ่งขึ้นในปีที่กำลังมาถึง

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: นับตั้งแต่ปี 2009 ราคาหุ้น Apple เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 % ซึ่ง ณ ไตรมาสแรกของปี 2020 บริษัทรายงานผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย Apple ประกาศรายได้รวมของไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากนับรวมทั้งโลก รายได้ของ Apple ในปี 2019 จะมากกว่า 260 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

หุ้น Netflix (NFLX)

          ประวัติความเป็นมา: ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ ณ ตอนนี้ แต่ Netflix เริ่มต้นจากบริการส่ง DVD ทางไปรษณีย์ที่เป็นคู่แข่งกับ Blockbuster ยอดนิยม อย่างไรก็ตาม Netflix เริ่มหันมายังบริการสตรีมมิ่งในปี 2007 และประสบความสำเร็จ (ขณะที่ Blockbuster นั้นต้องออกจากตลาดไปอย่างน่าเศร้า) Netflix เริ่มต้นสร้างเนื้อหาของตนในปี 2012 และตอนนี้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ซื้อภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์รายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นแล้ว Netflix ยังอวดตัวเลขสมาชิกที่จ่ายเงินรายเดือนทั่วโลกมากกว่า 183 ล้านคนจากกว่า 190 ประเทศ

          ผลการดำเนินงานของบริษัทที่ผ่านมา: ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ทำผลงานได้ดีที่สุดในหุ้นกลุ่ม FAANG และนักลงทุนที่ซื้อหุ้นในปี 2009 จะได้รับผลตอบแทนมากกว่า 4,000% ซึ่ง ณ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 บริษัททำผลงานเกินความคาดหมายและมีสมาชิกที่จ่ายเงินเพิ่มขึ้น 8.76 ล้านคนทั่วโลก ทางบริษัทยังประกาศรายได้ 5.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกินกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ 

Alphabet – อดีต Google (GOOG)

          ประวัติความเป็นมา: Alphabet (บริษัทแม่ Google) เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเทคโนโลยีที่ครอบครองผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการลูกค้าจำนวนมาก ตามจริงแล้ว เก้าบริษัทที่ Alphabet ครอบครองต่างอวดจำนวนผู้ใช้มากกว่า 1 พันล้านคนของตน ซึ่งรวมถึง Android, Chrome, Maps, Search, YouTube และ Gmail

          ผลการดำเนินงานบริษัทที่ผ่านมา: หากคุณลงทุนในหุ้น Google/Alphabet ตอนสิ้นปี 2009 คุณจะได้รับผลตอบแทนเกือบ 350% ในทศวรรษต่อมา บริษัทมีมูลค่าตลาดเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ณ ไตรมาสสุดท้ายปี 2019 ในรายงานทางการเงินฉบับเดียวกัน Alphabet ประกาศรายได้มากกว่า 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังประกาศว่าโฆษณา YouTube สร้างรายได้เกิน 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดช่วงปี 2019 ธุรกิจคลาวด์ของ Google สร้างรายได้เกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปี ขณะที่ยอดรายได้โฆษณาทั้งหมดของ Google แตะเกือบ 38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเฉพาะ ณ ไตรมาส 4 เท่านั้น นี่เป็นผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาของบริษัทในแง่ของรายได้จากการโฆษณา MO.BET 

บัญชีหุ้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง แตกต่างกันยังไง เริ่มเล่นหุ้น จะเปิดแบบไหนดี

บัญชีหุ้น
 

บัญชีหุ้น ของทุก ๆ โบรคเกอร์จะมีด้วยกัน 3 ประเภท

บัญชีหุ้น ที่มีหลากหลายประเภท ก็เป็นปัญหาสำหรับมือใหม่หัดเล่นหุ้นที่ตัดสินใจจะเปิดพอร์ตหุ้นเหมือนกัน หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดพอร์ตหุ้นแบบไหนดี ? บทความนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้หายข้องใจกัน gofx
  1. บัญชีเงินสด (Cash Account)
เป็นบัญชีแบบที่เราวางเงินไว้กับทางโบรกเกอร์แค่ 20% ก็สามารถซื้อหุ้นได้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเราก็ต้องโอนเงินเต็มจำนวน ภายใน 3 วันทำการ (T+3) หลังจากวันซื้อ วิธีนี้ก็ดี คือ เราไม่ต้องเอาเงินไปทิ้งไว้ในพอร์ตหุ้นในกรณีที่เรายังไม่ได้ลงทุนอะไร ก็เอาเงินไปวางที่อื่นก่อน แล้วถ้าจะซื้อก็ค่อยโอนตามมา แต่ถ้าเราไม่โอนภายในเวลาที่กำหนดก็จะโดนค่าปรับเอานะ ในกรณีขายหุ้นก็เช่นกัน เราจะได้รับเงินเข้าบัญชีหลังจากทำการขายไปแล้ว 3 วันทำการ  การลงทุน
  1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Pre-Paid / Cash Deposit)
เป็นบัญชีแบบที่เราจะต้องเอาเงินสดไปฝากไว้กับโบรคเกอร์ก่อนถึงจะทำการซื้อหุ้นได้ โดยจะซื้อขายได้เท่ากับเงินที่เราฝากเข้าไปในบัญชีเท่านั้น และเงินที่อยู่ในบัญชีถ้าเราไม่ได้นำไปซื้อหุ้นก็จะได้รับดอกเบี้ยด้วยนะ พี่ทุยเองตอนเริ่มต้นก็เปิดบัญชีนี้ เพราะว่าง่ายแล้วก็ไม่ทำให้เราเทรดจนเกินตัว พูดง่าย ๆ ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่ก็ซื้อหุ้นได้เท่านั้นแหละ บัญชีแคชบาลานซ์เลยเป็นบัญชีขวัญใจมือใหม่โดยปริยาย Mobet.life
  1. บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) หรือบัญชีมาร์จิน (Margin Account)
เป็นบัญชีที่เราสามารถกู้ยืมเงินจากโบรคเกอร์มาซื้อหุ้นได้ แต่จะต้องวางเงินสดหรือหุ้นเป็นหลักประกันการชำระหนี้ในอัตราส่วนขั้นต่ำที่โบรคเกอร์กำหนดไว้ ซึ่งโบรคเกอร์ก็จะคิดดอกเบี้ยเงินที่เรากู้ไปซื้อหุ้นด้วย วงเงินกู้ยืมที่เราจะได้รับอาจเพิ่มลดตามราคาหุ้นที่เราวางไว้เป็นหลักประกัน ถ้าราคาหุ้นที่เราเอามาค้ำต่ำลงไปมากๆ โบรคเกอร์ก็อาจจะเรียกให้เราเอาเงินมาเติม ไม่ก็อาจจะบังคับขายหุ้น (Force Sell) เพื่อให้ยังคงรักษาระดับอัตราส่วนหลักประกันขั้นต่ำไว้ เมื่อเราเข้าใจหลักการ ความแตกต่างของบัญชีหุ้นแต่ละประเภทแล้ว ก็ลองมาสำรวจตัวเองว่าตัวเราเหมาะกับบัญชีแบบไหน แล้วก็ไปเปิดบัญชี แล้วจัดการซื้อหุ้นกันได้เล้ยยยย

TurtleTrading เทรดเดอร์ “สายเต่า”ของ Richard Denis ในการเทรด Forex

TurtleTrading ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการเทรด หนึ่งในกลยุทธ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา มันเรียบง่ายในระดับที่เทรดเดอร์จำนวนมาก สามารถนำไปปฏิบัติตามและทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ “กลยุทธ์เต่า” ดังกล่าวว่ามันทำงานอย่างไร

 

TurtleTrading

          TurtleTrading คือ เรื่องราวของเทรดเดอร์ 2 คนใน Wall Street ถกเถียงกันว่า การเทรดเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และสอนกันได้หรือไม่ หรือมันเป็นสิ่งที่เป็นพรสวรรค์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นเทรดเดอร์ได้ Bill Eckhardt แย้งว่า เทรดเดอร์ที่ดีคือคนที่มีพรสวรรค์ และต้องเกิดมาเพื่อเป็นเทรดเดอร์หรือ ‘Born to be’ ในขณะที่ Richard Denis อยู่ฝั่งตรงข้าม gofx

          Bill Eckhardt กับ Richard Denis ถึงขั้นลงโฆษณาในสื่อเพื่อรวบรวมอาสาสมัครที่ไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ในการเทรดมาก่อนมาฝึกฝน และรับอาสาสมัครเข้ามาฝึก 13 คนจากผู้สมัครประมาณพันคน Mobet.life

Richard Denis เชื่อว่า เขาสามารถจะฝึกฝนใครก็ได้ที่ และที่ต้องเป็น “กลยุทธ์เต่า” นั่นเป็นเพียงแรงบันดาลใจจากการเดินทางไป ฟาร์มเต่า‘ สิงคโปร์ และเขาเรียกเทรดเดอร์ของเขาว่า “เต่า” เพราะเชื่อมั่นว่า เขาจะเพาพันธุ์เทรดเดอร์ได้ “ง่าย” และมีสิทธิภาพไม่ต่างจากฟาร์มเต่าที่เขาไปพบเห็นมา การลงทุน

          หลังจากผ่านการฝึกฝนในลักษณะเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หนีห่างกันมาก คนที่ทำกำไรได้มากที่สุดคือชายหนุ่มวัย 19 ปี “Curtis Faith” เขาไม่เคยได้รับการฝึกฝนด้านการเงินใด ๆ ด้วยซ้ำ แต่ทำผลงานได้ดีที่สุดและเขียนเป็นหนังสือออกมาในชื่อ “Way of the Turtle” ทำให้โลกได้รู้จักกับ Turtle Trading เป็นครั้งแรก

แต่ก่อนที่จะอธิบายกุญแจสำคัญของกลยุทธ์เต่า คุณควรที่จะเริ่มฝึกฝนการใช้งานแพลตฟอร์มการซื้อขาย ซึ่งมีให้ทดลองเทรดได้ทั้งหุ้น, ค่าเงิน, ทองคำ หรือแม้สกุลเงินดิจิทัล

กฎการเทรดของ Turtle Trader

พื้นฐานของกลยุทธ์เต่า เป็นระบบเทรดตามแนวโน้ม โดยใช้ Donchian channel เป็น Indicator สำคัญในการติดตามราคา และเป็นตัวบ่งชี้สัญญาณในการเข้าเทรดแบบ Breakout อีกด้วย โดยมีระบบการเทรดดังต่อไปนี้

กลยุทธ์ Turtle Trading แบบระยะสั้น

กลยุทธ์นี้จะใช้  Donchian channel ปรับ period เป็น 20 รอให้ราคาทะลุกรอบ Donchian แล้ววกกลับมาพักตัวที่กรอบบนของ Donchian ที่เพิ่งทะลุไป

          แต่ก่อนเข้าเทรด ต้องกลับไปดูสัญญาณเทรดของการ Breakout กรอบ 20 period ว่า ทำให้เกิดการขาดทุนหรือกำไร โดยจะซื้อเฉพาะเมื่อมีการขาดทุนในสัญญาณก่อนหน้าเท่านั้น เพราะระบบ  Turtle Trading จะมีสัญญาณหลอกเยอะ นี่เป็นวิธีการกรองความผิดพลาดออกไป

จุดออก

🔸ให้ออกจากการเทรด ในกรณีที่ราคาทะลุกรอบ Donchian ของ 10 วันลงมา

กลยุทธ์ Turtle Trading แบบระยะยาว

ระบบที่สอง ออกมามาเพื่อป้องกันการตกรถในกรณีที่เกิดแนวโน้มระยะกลางถึงยาวขึ้น เพราะอาจเกิดความผันผวนในระยะสั้น ทำให้ระบบเทรด Donchian 20 วัน ทำงานได้ไม่ดีและออกจากการเทรดหรือขาดทุน ทำให้ Richard Denis สร้างระบบที่สองมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

🔸ให้ซื้อเมื่อราคาทะลุกรอบ 55 วัน โดยต้องซื้อทันทีหากไม่ได้มีสถานะอยู่ก่อน (กันตกรถ)

🔸ขายขาดทุนออกไปเมื่อราคาทะลุกรอบ 20 วันลงมา

Disclaimer : กราฟราคาที่แสดง ณ ที่นี้ ใช้เพื่อประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือคำชักชวนให้มีการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ที่ให้บริการโดย Admiral Markets (CFDs, ETFs, Shares) สถิติในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

          ภาพด้านบนคือตัวอย่างของการซื้อขายด้วยระบบ Donchian กรอบสีน้ำเงินและสีแดงคือ Donchian channel ซึ่งคุณสามารถใช้งาน Indicator นี้ได้จากการดาวน์โหลดแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ไปใช้งาน และโหลด Supreme Edtion ได้ที่หน้า Trader’s Room ของคุณ

          จะเห็นว่า ลูกศรสีเขียวคือจังหวะที่มีการ Breakout ของกรอบ 20 period ออกไป และลูกศรสีแดงคือจุด Stop Loss นั่นเอง คุณจะเห็นว่า ระบบเทรดนี้ให้สัญญาณหลอกที่บ่อยครั้ง แต่กำไรที่ได้แต่ละครั้งหากถูกทางก็จะมหาศาลอย่างมาก

          ทั้งนี้ มีกฎการบริหารหน้าตัก (Money Management) ที่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังต่อไปนี้ คือ Turtle Trader จะเสี่ยงเพียงแค่ 2% ต่อการเทรดทั้งหมด และพอร์ตการลงทุนลดลงทุก ๆ 10% จะต้องลดขนาดของการเทรดลง 20%

เริ่มทดสอบกลยุทธ์การเทรดแบบ Turtle Trading ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5

การฝึกตามแนวทางของ Turtle Trader นั้น แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพเองก็นิยมเข้าไปฝึกฝนในระบบบัญชีเงินจำลอง หรือที่เรียกว่า “Demo Account” อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระบบที่จำลองเงินขึ้นมาเพื่อใช้เทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึง Price Action ขั้นสูง โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้

TurtleTrading

Polkadot เหรียญใหม่มาแรง กำลังจะมาเป็นอนาคตของ Defi

 Polkadot ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ไม่ใช่ลายจุดน่ารักๆบนเสื้อผ้าแต่อย่างใด แต่มันคือโปรเจ็คที่จะมาแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน

Polkadot
          Polkadot ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ไม่ใช่ลายจุดน่ารักๆบนเสื้อผ้าแต่อย่างใด แต่มันคือโปรเจ็คที่จะมาแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีบล็อกเชน นั่นก็คือเรื่องของ Interoperability หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายเข้าด้วยกันและทำให้เครือข่ายเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอีกเรื่องคือ Scalability หรือก็คือความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ทำให้กระบวนการยืนยันธุรกรรมล่าช้าลง gofx

แนวคิดของPolkadot

Polkadot
          Polkadotมีคุณ Gevin Wood (หรือชื่อเต็ม Dr. Gavin James Wood) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งเขาคนนี้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และมีบทบาทในฐานะ Chief Technology Officer (CTO) ของ Ethereum นั่นเอง เทรดเงิน
          ทุกวันนี้ หลายๆองค์กรกำลังแข่งขันกันสร้างและพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชน ทำให้เกิดเครือข่ายบล็อกเชนขึ้นมากมาย ซึ่งแนวคิดของPolkadotพวกเขาไม่ได้มองว่าจะมีเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว แต่มองว่าบล็อกเชนแต่ละเครือข่ายต่างก็มีวัตถุประสงค์ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป จึงเกิดเป็นแนวคิดที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน หรือก็คือการ Connecting the Dots Mobet.life

หลักการทำงานของPolkadot

Polkadot

Relay Chain & Parachain

          Polkadotเป็นเครือข่ายบล็อกเชนแบบ Sharded Blockchain ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีการแบ่ง Nodes สำหรับ การประมวลผลออกเป็น Nodes ย่อยๆภายในเครือข่าย จึงทำให้เครือข่ายสามารถประมวลแบบขนาน หรือ Parallel Processing และแก้ปัญหา Scalability ได้ โดยทางผู้พัฒนา Polkadot เรียกระบบที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญนี้ว่า Relay Chain ส่วนหน่วยประมวลผลย่อยเหล่านี้ก็คือ Parachain การลงทุน

Collators & Validators

          Collators หรือ ผู้เรียบเรียง จะมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลภายใน Shard หนึ่งๆ ก่อนที่จะส่งต่อไปให้กับ Validators หรือผู้ตรวจสอบให้ทำการรับรองข้อมูล และกระจายข้อมูลนั้นๆออกสู่เครือข่าย Relay Chain

Bridges

          อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของPolkadotที่จะมาช่วยเรื่อง Interoperability หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายบล็อกเชนเข้าด้วยกัน ซึ่งตัว Bridges หรือสะพาน ก็คือตัวที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายPolkadotเข้ากับบล็อกเชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Ethereum หรือ Bitcoin ซึ่งข้อมูลการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นในเครือข่ายบล็อกเชนเหล่านี้จะถูกส่งมายัง Collators เพื่อรวบรวมข้อมูลก่อนที่จะส่งต่อให้ Validators ทำการยืนยันข้อมูลและส่งขึ้นไปบันทึกในเครือข่าย Relay Chain

Upgradable

          เดิมทีการอัพเกรดเครือค่ายบล็อกเชนอาจทำให้เกิดภาวะ Hard Fork ซึ่งเกิดจากความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของผู้พัฒนา กลุ่มหนึ่งอยากอัพเกรดจุดนี้ แต่อีกกลุ่มอยากให้เลือกปรับปรุงตรงนั้น ซึ่งจะทำให้เครือข่ายบล็อกเชนนั้นถูกแยกออกเป็น 2 ฝั่ง อย่างกรณีของ Ethereum กับ Ethereum Classic หรือ Bitcoin กับ Bitcoin Cash แต่เครือข่าย Polkadot ถือเป็นเครือข่ายแรกที่นำเสนอโครงสร้างที่สามารถทำการอัพเกรดบล็อกเชนได้โดยไม่เกิดภาวะ Hard Fork

DOT Token

เหรียญ DOT ก็คือเหรียญคริปโตที่เป็นของเครือข่าย Polkadot ซึ่งตัวเหรียญจะมีบทบาทสำคัญกับเครือข่ายอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

  • Governance มอบสิทธิ์ในการควบคุมเครือข่าย — ผู้ที่ถือครองเหรียญ DOT จะได้รับสิทธิ์ในการออกเสียงเพื่อกำหนดทิศทางสำหรับการพัฒนาเครือข่าย
  • Staking ปักเหรียญในระบบเพื่อร่วมเป็นผู้ตรวจสอบ — ผู้ถือครองเหรียญ DOT จะสามารถเลือกได้ว่าจะปักเหรียญ DOT จำนวนหนึ่งไว้ในระบบหรือที่เรียกว่า Staking เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลหรือ Validator ให้กับเครือข่าย ซึ่ง Validator ที่ทำหน้าที่ได้ดีก็จะได้รับเหรียญ DOT ตอบแทน ในทางกลับกันผู้ตรวจสอบที่ทุจริตหรือละเลยหน้าที่ก็อาจถูกระบบยึดเหรียญไป
  • Bonding เชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน — เครือข่ายบล็อกเชนที่ต้องการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย Relay Chain ผ่านระบบ Bridge จะต้องทำการฝากเหรียญ DOT เข้าไปในเครือข่ายจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะสามารถ Bonding หรือประสานเครือข่ายเข้าด้วยกันได้

ลงทุนพลังงาน ทดแทน : หุ้นพลังงานทดแทน มีอะไรบ้าง?การเติบโตของพลังงาน

ลงทุนพลังงาน

ลงทุนพลังงาน หุ้นพลังงานทดแทน มีอะไรบ้าง?

          ลงทุนพลังงาน พลังงานทดแทนถูกพูดถึงมาหลาย 10 ปีแล้ว แต่เทคโนโลยีในการผลิตยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่มีการวางรากฐานทางธุรกิจมาเป็นร้อยปี แต่จากหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบแพงขึ้นในระยะยาว รวมถึงมีความผันผวนทของ ประกอบกับความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ทำให้พลังงานทดแทนได้รับความสนใจอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2020 ที่ผ่านมา gofx

เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนมีราคาถูกลง อีกทั้งแนวโน้วของประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างมุ่งที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น การลงทุน

ตัวอย่างกรณีของสหราชอาณาจักรที่มีการออกเป็นกฎหมายที่ทางอังกฤษเองต้องผูกพันในหน้าที่ที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 80% ภายในปี 2050 หรือ พ.ศ. 2593 นี่คือแนวโน้มที่จะทำให้หุ้นพลังงานทดแทน เป็นหุ้นที่น่าลงทุนในช่วงชีวิตของเรา และในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นพลังงานทดแทน เรียงลำดับดังต่อไปนี้ เทรดเงิน

ทำไมทั่วโลกต้องลงพลังงานทดแทน?

พลังงานทดแทนยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับอุตสาหกรรมน้ำมันดิบดั้งเดิม แน่นอนว่าต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลมาก ๆ แต่เหตุผลที่รัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นต้องลงทุนในด้านนี้ก็เพราะ

  • เหตุผลเชิงจริยธรรม : ด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลที่หมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศที่คำนึงที่ผลกระทบผลในระยะยาวมากกว่าการ “กอบโกย” ผลประโยชน์ จะกลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานสะอาด ปกป้องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นการตัดสินใจบนฐานของจริยธรรมที่เห็นประโยชน์ของประชาชน Mobet.life
  • ความเร็วของการเติบโตทางเทคโนโลยี : ความเร็วของการเติบโตทางเทคโนโลยี: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การลงทุนในทรัพยากรหมุนเวียน จึงมีความน่าเชื่อถือในเรื่องประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้ต้นทุนต่ำจนเริ่มมมองเห็นความคุ้มค่าในอนาคตมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยมีประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ที่มีเป้าหมายที่จะให้ 15% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด มาจากทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การสร้างงาน : การลงทุนในพลังงานทดแทน กำลังสร้างรายได้ให้กับคนในระบบเศรษฐกิจ มีอย่างน้อย 10 ล้านคนทั่วโลกที่มีงานทำในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานหมุนเวียน และเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้กระจุกตัวแต่ในเมือง เพราะพลังงานทดแทนยังต้องการความช่วยเหลือจากทุก ๆ ท้องถิ่น และนี่จะสร้างรายได้ให้กับประชากรทั่วโลก
  • ผลกระทบเชิงบวกต่อการค้า : การลงทุนด้านพลังงานทดแทนส่งผลกระทบต่อการค้าในทางบวก ด้วยการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงทำให้ดุลการค้าของประเทศแข็งแกร่งขึ้น นั่นหมายถึง สามารถลดภาระหนี้สินของประเทศให้เบาลง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของ GDP ในระยะยาวได้ และการลงทุนในด้านนี้ จะสามารถสร้างสินค้าส่งออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศได้ด้วย ถ้ามีผู้นำที่มองเห็นโอกาส

หุ้นพลังงานทดแทน

ในต่างประเทศ รัฐบาลจะลงทุนให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น การให้เงินสนับสนุนต่าง ๆ ทำให้หลายบริษัทได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ซึ่งเราก็สามารถลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้ ตอนนี้มีหุ้นพลังงานทดแทนมากมายที่น่าสนใจ ลองสำรวจรายชื่อหุ้นต่อไปนี้ดู

  • Vestas Wind Systems (VWS)
  • SMA Solar Technology (S92)
  • Canadian Solar Inc. (CSIQ)
  • Tesla Motors Inc. (TSLA)

ในกรณีที่คุณต้องการลดความเสี่ยงจากการให้น้ำหนักในหุ้นพลังงานทดแทนมากเกินไป คุณก็สามารถเลือกบริษัทที่ลงทุนในพลังงานทดแทนแทนได้ ซึ่งจะลดความเสี่ยงลง เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีรายได้จากการหลากหลายธุรกิจ ไม่ใช่แค่พลังงานทดแทนอย่างเดียว

  • General Electric (GE)
  • Siemens (SIE)
  • SSE PLC (SSE)
  • Cree Inc. (CREE)
  • PG&E Corp. (PCG)

หากคุณสนใจลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ คุณสามารถทดลองด้วยเงินจำลองก่อนได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีเทรดจริง คุณจะได้ฝึกใช้แฟลตฟอร์มการเทรด MetaTrader 5 บนสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ได้ทั้งหุ้น, ค่าเงิน, ทองคำ, น้ำมัน ฯลฯ

ทางเลือกอื่นสำหรับลงทุนพลังงานทดแทน

ความจริงเราสามารถลงทุนได้โดยตรงในพลังงานทดแทน เช่น การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ซึ่งในระยะยาวจะค่อย ๆ ลดต้นทุนด้านพลังงานลง และหากคนในท้องถิ่นทำกันเยอะ ๆ ก็จะทำให้กำลังซื้อของคนในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

          สำหรับคนที่ไม่สะดวกจะจ่ายเงินแสน ยังมีทางเลือกการลงทุนพลังงานทดแทนผ่าน “ตราสารหนี้” และช่องทางนี้ ยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย เพราะจะเป็นลักษณะของการขอระดมทุนผ่าน “พันธบัตรพลังงานหมุนเวียน” เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทนโดยตรง ซึ่งยังไม่ค่อยมีบริษัทในด้านนี้ในไทย เราจึงแนะนำช่องทางการลงทุนผ่าน ETF

กองทุน ETF

ในบทความ ‘ETF คืออะไร‘ อธิบายไว้แล้วว่า ETF คือ กองทุนรวมที่จะรวม “กลุ่มของหุ้น” หรือกลุ่มของตราสารทางการเงิน เข้ามารวมเป็นหน่วยการลงทุนเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ เอาหลายๆ หุ้นมารวมไว้เป็นกองทุนเดียวกัน ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ได้ทีเดียว ไม่ต้องกระจายการลงทุนด้วยตัวเอง

          การลงทุนใน ETF มีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาเช่นเดียวกันกับการลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทนโดยตรง แต่ข้อดีของทั้งหุ้นพลังงานทดแทนและกองทุน ETF พลังงานทดแทน ก็คือการที่เราใช้เงินลงทุนน้อยกว่ามากๆ สำหรับโบรกเกอร์ Admiral Markets เริ่มต้นเปิดบัญชีเทรดเพียง 25 USD เท่านั้น หรือประมาณ 700 บาท ก็ลงทุนได้แล้ว

          ทั้งนี้ กองทุน ETF ที่คุณสามารถเทรดผ่านโบรกเกอร์ Admiral Markets นั้น มีหลากหลายมาก โดยกองทุน ETF ที่เน้นลงทุนในพลังงงานทดแทนและมีความผันผวนพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยสำหรับนักลงทุนทั่วไป ที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

  • iShares Global Clean Energy (ICLN)
  • Invesco Solar ETF (TAN)
  • First Trust Nasdaq Clean Edge Green Energy ETF (QCLN)

ลิงค์ข้างต้นจะพาคุณไปศึกษารายละเอียดของกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทน โดยกระจายความเสี่ยงอย่างรัดกุม ซึ่งจะเน้นลงทุนหุ้นพลังงานทดแทนที่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และหลายบริษัทเป็นความร่วมมือจากรัฐบาล ทั้งนี้ข้อดีของการลงทุน ETF ผ่านโบรกเกอร์ Admiral Markets คือ ต่อให้คุณไม่เข้าใจอะไรเลย! คุณก็ยังสามารถเปิดบัญชีทดลองเทรดได้ฟรี ฝึกเทรดได้จนกว่าคุณจะพอใจ ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่ทดลองเทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถลงทุนในหุ้นพลังงานทดแทนทุกตัวพร้อมกันก็ได้ ถ้าเงินไม่พอก็สามารถเติมเงินได้เรื่อยๆ ฝึกเทรดได้ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้

Ethereum คืออะไร แตกต่างจาก Bitcoin อย่างไร และทำไมมันถึงเป็นเหรียญอันดับ 2 ของโลก

Ethereum

ETHEREUM นั้น ลองทำความเข้าใจอินเทอร์เนตก่อน

          Ethereum วันนี้ข้อมูลส่วนตัวของเราไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านไปจนถึงข้อมูลทางด้านการเงินต่างก็ถูกเก็บเอาไว้ในคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลของคนอื่นในระบบคลาวด์ โดยคนเหล่านี้ก็คือ Facebook, Google หรือ Amazon หรือแม้แต่เว็บสยามบล็อกเชนนี้ที่ถูกเก็บข้อมูลอยู่บนเซอเวอร์ที่มีผู้ให้บริการอยู่เป็นเจ้าของ gofx

          การใช้งานเหล่านี้มีข้อดีมากมาย แต่มันก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน โดยที่เราเคยได้ยินกันมานั้น นักแฮคเกอร์หรือรัฐบาลสามารถที่จะเจาะระบบฐานข้อมูลเข้ามาในคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ของคุณได้โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว โดยใช้วิธีการโจมตีเจ้าของฐานข้อมูลบุคคลที่สามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น โดยนั่นหมายความว่าพวกนักแฮคเกอร์หรือรัฐบาลนั้นสามารถที่จะขโมย, ทำซ้ำ ลบ หรือดัดแปลงข้อมูลสำคัญของคุณได้ เทรดเงิน

          นาย Brian Behlendorf ผู้สร้าง Apache Web Server (ระบบฐานข้อมูลที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกตอนนี้) ออกมากล่าวประนามระบบศูนย์กลาง (centralize) ว่าเป็น “ตราบาป” แห่งอินเทอร์เนต พร้อมกับบอกว่าอินเทอร์เน็ตนั้นมันควรที่จะตั้งอยู่บนระบบกระจาย (decentralize) โดยหลังจากนั้นก็มีการเคลื่อนไหวทั้งทางสัญลักษณ์และการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ 

โดยEthereum นั้นก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีล่าสุดที่มาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนี้ด้วย Mobet.life

          โดยในขณะที่บิทคอยน์นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดตัวกลางอย่างธนาคารและ PayPal นั้นอีเธอเรียมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาแทนที่บุคคลที่สามบนอินเทอร์เนต โดยบุคคลที่ว่านี้คือผู้ที่ตั้งตนเป็นผู้เก็บข้อมูลสำคัญๆเหล่านั้นที่พูดถึงไปแล้วข้างต้นนั่นเอง การลงทุน

เครื่องคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้

          หากจะให้อธิบายแบบสั้นๆง่ายๆนั้นอีเธอเรียม ก็คือคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้ที่สามารถที่จะทำให้ทุกอย่างกระจาย (decentralize) และอาจถึงขั้นทำให้ระบบโมเดลของเซอเวอร์มาตรฐานต้องเปลี่ยนโฉมไปตลาดกาล

          ด้วย อีเธอเรียมนั้น ระบบเซอเวอร์และ cloud จะถูกแทนที่ด้วยระบบที่เรียกว่า node นับพัน โดย node เหล่านี้จะถูกติดตั้งและเปิดให้ทำงานด้วยอาสาสมัครจากทั่วโลก (จนกระทั่งกลายเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกใบนี้)

          วิสัยทัศน์นี้ได้แสดงให้เห็นว่าEthereum สามารถที่จะทำให้ผู้คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหนบนโลกนี้ ต่างก็สามารถที่จะสร้างบริการและระบบดีๆผ่าน Ethereumได้

          ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากคุณลองเข้าไปใน App store คุณจะได้เห็นแอพหลายๆประเภท หลายๆหมวดหมู่ที่มีไปตั้งแต่แอพสำหรับฟิตเนสไปจนกระทั่งแอพสำหรับส่งข้อความ โดยแอพเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาบริษัท (หรือผู้ให้บริการบุคคที่สามอื่นๆ) เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญของคุณอย่างเช่นหมายเลขบัตรเครดิต, ประวัติการซื้อ และข้อมูลส่วนตัวไว้บนเซอเวอร์ของบริษัทเหล่านั้น และถูกควบคุมโดยพวกเขา

  • ตัวเลือกของแอพที่มีให้ดาวน์โหลดต่างๆก็ถูกควบคุมโดยพวกเขาเช่นกัน อย่างเช่น Apple และ Google เป็นต้น
  • ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆอย่างเช่นผู้ให้บริการระบบเอกสารออนไลน์อย่าง Evernote หรือ Google Docs
  • ถ้าหากมี Ethereum นั้น มันสามารถที่จะคืนความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะทั้งข้อมูลและการควบคุมไปสู่เจ้าของที่แท้จริงได้

Ethereum

การควบคุมไปสู่เจ้าของที่แท้จริงได้

          ไอเดียที่ว่านี้ถ้าหากพูดง่ายก็คือ พวกเขาจะไม่สามารถควบคุมระบบ เอกสารของคุณ โดยคุณไม่ต้องกังวลว่าแอพเอกสารที่คุณใช้อยู่จะถูกแบนเมื่อไร หรือจะถูกปิดตัวลงตอนไหน โดยมีเพียงแค่คุณหรือผู้ใช้งานที่เป็นผู้ควบคุมทุกอย่างได้เอง

          ในทางทฤษฎีแล้ว มันเป็นการผสมผสานกันระหว่างการควบคุมข้อมูลแบบเก่าในอดีตกับระบบข้อมูลแบบง่ายที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยทุกครั้งที่คุณทำการบันทึก, เพิ่ม หรือลบข้อมูลนั้น ทุกๆ node บนเครือข่ายจะทำการอัพเดตหมด

ไอเดียที่ว่านี้ต่างก็มีผู้คนให้ความสงสัยไม่น้อยว่ามันจะสามารถทำได้จริงหรือไม่

          ถึงแม้ว่าแอพบนรูปภาพข้างบนจะดูเหมือนว่าน่าจะทำให้เป็นไปได้ แต่มันก็อาจจะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแอพของบล็อกเชนตัวไหนที่สามารถที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

การขุดบิทคอยน์ คืออะไร ขุดอย่างไร ที่ไหน?

การขุดบิทคอยน์

การขุดบิทคอยน์คืออะไร

          การขุดบิทคอยน์ เนื่องจากการที่บิทคอยน์ใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ทำให้ต้องใช้กำลังคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมากหลาย ๆ เครื่อง การขุดบิทคอยน์ คือการเอาคอมพิวเตอร์ของตัวเอง มาใช้เพื่อประมวลผลธุรกรรมของบิทคอยน์ โดยรางวัลในการประมวลผลได้สำเร็จ ก็คือบิทคอยน์ และนี่ก็คือวิธีในการผลิตบิทคอยน์นั่นเองgofx

          ใครๆ ก็สามารถนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาร่วมในเครือข่ายได้ แต่ว่าการขุดบิทคอยน์นี้ใช้พลังงานและกำลังของคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก จนอาจจะทำให้การขุดบิทคอยน์นั้นไม่คุ้มกับค่าไฟและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หากว่าไม่ได้มีการออกแบบไว้ที่ดีพอ

          หลายๆ บริษัทได้เปิดมาเพื่อขุดบิทคอยน์อย่างจริงจัง มีการตั้งระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เป็นโกดังโรงงานเลยทีเดียว โดยที่ขุดบิทคอยน์ขนาดใหญ่นี้เราเรียกว่า เหมืองบิทคอยน์ เทรดเงิน

บิทคอยน์มีจำนวนเท่าไหร่?

          แน่นอนว่าบิทคอยน์ไม่ได้มีธนาคารกลางมาควบคุมการผลิตเหมือนกับค่าเงินอื่น ๆ แต่ก็ใช่ว่าใครจะผลิตบิทคอยน์เท่าไหร่ก็ได้ การขุดบิทคอยน์เป็นวิธีในการสร้างบิทคอยน์ออกมา หรือนำออกมาใช้นั่นเอง เปรียบได้กับการพิมพ์เงินจากธนาคารกลาง Mobet.life

          บิทคอยน์ทั้งหมดมีจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านบิทคอยน์ ทุกครั้งที่ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลธุรกรรมสำเร็จ หรือเกิดบล็อกใหม่ ในบล็อกเชน ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกสิบนาทีโดยประมาณ นักขุดก็จะได้รับบิทคอยน์จำนวนหนึ่งเป็นรางวัล เมื่อต้นปี 2020 รางวัลนี้อยู่ที่ 12.5 บิทคอยน์ แต่ทุก ๆ สี่ปี จำนวนบิทคอยน์ที่นัดขุดได้รับจะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Havling (ฮาล์ฟฟิง) และหลังจากการฮาล์ฟฟิ่ง วันที่ 13 พฤษภาคม 2020 รางวัลในการขุดบิทคอยน์ก็ลดลงเหลือ 6.25 บิทคอยน์ต่อบล็อกเท่านั้น จุดประสงค์ของการฮาล์ฟฟิงก็คือการป้องกันเงินเฟ้อ ไม่ให้ใครก็ผลิตบิทคอยน์ได้ และทำให้บิทคอยน์มีจำนวนจำกัด การลงทุน

          ต่อมาภายในปี 2104 บิทคอยน์ทั้ง 21 ล้านบิทคอยน์จะถูกขุดออกมา ทำให้ไม่มีบิทคอยน์สามารถเกิดขึ้นใหม่ในโลกได้อีก นี่ทำให้แม้ว่าหนึ่งบิทคอยน์มีราคาขึ้นไปถึงพันล้านบาท เราก็ไม่สามารถจะผลิตบิทคอยน์ออกมาเพื่อลดมูลค่า หรือแก้ไขปัญหาเงินฝืดได้ แต่ข้อดีของบิทคอยน์ก็คือ เราสามารถแบ่งบิทคอยน์ออกได้เป็นทศนิยมแปดหลัก แม้ว่าบิทคอยน์จะมีมูลค่าสูงมากในอนาคต เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้จ่ายทีละหนึ่งบิทคอยน์ แต่เราสามารถใช้ทีละ 0.000000001 บิทคอยน์ก็ได้

เทรดน้ำมัน ดิบ อย่างไรให้เป็นเร็วอย่างมืออาชีพ

เทรดน้ำมัน ทำไมต้องน้ำมันดิบ?

           เทรดน้ำมัน สินค้าในตลาดการเงินมีมากมาย แต่สินค้าที่มีความสำคัญทั้งในตลาดการเงินและในธุรกิจจริงนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ในจำนวนนั้นน้ำมันดิบคงเป็นสินค้าลำดับต้น ๆ ที่คนจะคิดถึง เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายต่อวันเป็นจำนวนมากแล้ว น้ำมันดิบยังมีผลต่อดุลอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก กล่าวคือ gofx

เทรดน้ำมัน

●    น้ำมันเป็นสินค้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก แหล่งที่มาของพลังงานในโลกนี้กว่า 35% ยังคงมาจากน้ำมันดิบ ซึ่งพลังงานนี้จะใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักทั้งในอุตสาหกรรมและภาคการขนส่ง ทั้งยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่นำไปใช้ผลิตสินค้าอย่างพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ ฯลฯ ในวันหนึ่ง ๆ ทั่วโลกมีความต้องการใช้น้ำมันดิบถึงกว่าหนึ่งร้อยล้านบาร์เรล หรือปีหนึ่งกว่าสามหมื่นหกพันล้านบาร์เรลทีเดียว ขณะที่การผลิตน้ำมันนั้นเป็นไปได้อย่างจำกัด เทรดเงิน

  •   น้ำมันมีการผลิตได้อย่างจำกัดผลิตได้เฉพาะบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำมันเท่านั้น ทั้งยังเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้หมดไป ด้วยความที่น้ำมันเป็นสินค้าที่หามาได้ยากมีผู้ขายน้อยรายและเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไปเช่นนี้ ทำให้มีการซื้อขายได้ที่ราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่า ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการใช้ (Demand) และความขาดแคลนของสินค้าด้วย Mobet.life

ด้วยความสำคัญด้านเศรษฐกิจการเมืองและอุตสาหกรรม บวกกับความหามาได้ยากทำให้น้ำมันดิบเป็นสินค้าที่มีความต้องการใช้และมีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูง และด้วยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวน ก็กลายมาเป็นเงื่อนไขให้น้ำมันเป็นสินค้าที่มีสภาพคล่องและส่วนต่างในการทำกำไรสูงเหมาะสำหรับการหาโอกาสเข้าเก็งกำไร การลงทุน

เพราะการขุดหาน้ำมันดิบมีหลายขั้นตอน การซื้อขายน้ำมันดิบจึงไม่ใช่การส่งมอบสินค้ากันในทันทีแต่เป็นการซื้อขายผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่จะเป็นตัวกำหนดราคาในการซื้อขาย การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบมีตลาดใหญ่ ๆ ที่เป็นตลาดอ้างอิงราคาทั่วโลกอยู่ 2 ตลาด คือ ราคานำมันดิบ WTI และ ราคาน้ำมันดิบ Brent

●    ราคาน้ำมันดิบ WTI – West Texas Intermediate เป็นราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายอ้างอิงในสหรัฐอเมริกา มีการซื้่อขายในตลาด NYMEX มักมีราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์เนื่องจากทำเลการขนส่งไปยังแหล่งอื่น ๆ ในโลกไกลกว่า 

  •   ราคาน้ำมันดิบ Brentเป็นราคาน้ำมันดิบซื้อขายในตลาด ICE Europe ในลอนดอน ตลาดนี้มักจะเป็นตลาดที่ใช้อ้างอิงราคาน้ำมันในยุโรปและเอเชีย และด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้ขนส่งได้ใกล้กว่า WTI น้ำมันดิบในตลาดนี้จึงมักซื้อขายกันด้วย premium สูงกว่าและมีความผันผวนสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ WTI

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ราคาของสินค้าเกือบทุกชนิดถูกกำหนดขึ้นจากความต้องการซื้อ (Demand) และความต้องการขาย (Supply) ราคาของสินค้าอย่างน้ำมันดิบก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่ด้วยความที่เป็นสินค้าสำคัญที่ผลิตได้อย่างจำกัดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อ่อนไหวต่อการเมืองการปกครองอย่างตะวันออกกลาง ทำให้ราคาของสินค้านี้ยังถูกกำหนดด้วยปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

เทรดน้ำมัน

ทำไมต้องน้ำมันดิบ?

สินค้าในตลาดการเงินมีมากมาย แต่สินค้าที่มีความสำคัญทั้งในตลาดการเงินและในธุรกิจจริงนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ในจำนวนนั้นน้ำมันดิบคงเป็นสินค้าลำดับต้น ๆ ที่คนจะคิดถึง เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายต่อวันเป็นจำนวนมากแล้ว น้ำมันดิบยังมีผลต่อดุลอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก กล่าวคือ

  •   Supplyในโลกมีแหล่งน้ำมันดิบใหญ่ ๆ อยู่ไม่มากแต่ก็กระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่มีกระจายไปในหลายพื้นที่ เช่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย ปัจจุบันผู้ส่งออกน้ำมันดิบอันดับหนึ่งของโลกกลายมาเป็นสหรัฐอเมริกาที่ผลิตได้กว่าวันละ 18 ล้านบาร์เรล ตามมาด้วยซาอุดิอาระเบียที่ผลิตได้กว่า 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน และรัสเซียที่ผลิตได้ราว 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในความเป็นจริงกำลังผลิตของประเทศเหล่านี้ยังคงมีมากว่านี้ แต่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมักมีการแทรกแซงราคาด้วยการลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบไว้ให้อยู่ในระดับสูง การประชุมและประกาศเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตของประเทศเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างสำคัญ
  •   Demand ความต้องการใช้น้ำมันมักขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวนั่นหมายถึงการผลิตที่สูงขึ้น การใช้พลังงานมากขึ้น การเดินทาง/ขนส่งที่มากขึ้น และการใช้วัตถุดิบปิโตรเคมีสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้น ซึ่งหากกำลังการผลิตน้ำมันยังคงเดิมก็มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหรือนักลงทุนคาดว่าจะชะลอตัว นั่นหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ จะลดลง ความต้องการใช้น้ำมันดิบลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในที่สุด การทำความเข้าใจปัจจัยที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันจะทำให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันตามปัจจัยที่มากระทบได้แม่นยำขึ้น
  •   Geopoliticsความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศตะวันออกกลางมักมีผลให้เกิดหยุดผลิตน้ำมันหรือไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ ทำให้ Supply ในตลาดลดลง เป็นผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางแต่ละครั้งจึงเป็นอีกสิ่งที่นักลงทุนในตลาดน้ำมันจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การลงทุน สายQuantitative Investment ต้องรู้คำศัพท์จดจำอะไรบ้าง?

การลงทุน

การลงทุน สายQuantitative Investment ต้องรู้คำศัพท์อะไรบ้าง?

การลงทุน สายQuantitative Investment

          นักลงทุนหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Robot Trading, System Trading หรือ AI Trading อยู่บ้าง แต่คำว่า Quantitative Trading นั้น อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากนัก แม้ว่าที่จริงแล้ว ทั้ง RobotTrading, SystemTrading หรือ AITrading ต่างก็เป็นส่วนนึงของ Quantitative Trading ทั้งหมด วันนี้มาดูกันว่า Quantitative คืออะไร?​ แล้วจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้จริงหรือไม่? Mobet.life

Quantitative Trading คืออะไร?

          Quantitative คือกลยุทธ์ในการเทรดหรือลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ หรือ Quantitative Analysis โดยเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข คำนวณด้วยระบบทางคณิตศาสตร์เพื่อหาโอกาสในการลงทุน  เทรดเงิน

          การทำ Quantitative Analysis เพื่อการลงทุนแบบ Quantitative Trading นั้น มักจะใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับราคาและปริมาณการเทรดเป็นหลัก เพื่อสร้างโมเดลในการวิเคราะห์ข้อมูล gofx

          Quantitative Trading นั้นต้องใช้ทั้งตัวเลข ข้อมูล สูตร และโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่อาจจะมีความซับซ้อน รวมไปถึงคำศัพท์ต่างๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย ลองมาดูสูตรการคำนวณ และตัวเลขบางอันที่จำเป็นต้องรู้ เพื่อให้เราศึกษาแนวทาง Quant ได้ลึกซึ้งขึ้นต่อไป การลงทุน

CAGR (Compound Annual Growth Rate) คืออะไร?

          CAGR (Compound Annual Growth Rate) คือผลตอบแทนทบต้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยเป็นค่าเฉลี่ยแบบเรขาคณิต (Geometric Mean)  ซึ่งจะแตกต่างกับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (Average Return) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean)

Max % Drawdown คืออะไร?

          Max % Drawdown คือการอัตราการลดลงของเงินลงทุนในช่วงที่ยังมีการลงทุนอยู่ คิดจากการเอามูลค่าเงินทุนสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ลงทุน (Highest Equity High) มาลบด้วย มูลค่าเงินลงทุนที่ต่ำที่สุดหลังจากที่เคยเกิดขึ้นมา (Max Lowest Low after Highest High) 

ตัวอย่างของ Max % Drawdown 

  • ลงทุนด้วยเงิน 100 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2020 
  • ช่วงเดือนมิถุนายน 2020 นั้น พอร์ตของเราเติบโตขึ้น จนเงินลงทุนมีมูลค่า 1,000 บาท 
  • ในช่วงเดือนตุลาคมมูลค่าพอร์ตของเราลดลงเป็น 800 บาท 
  • หมายความว่า Max % Drawdown คือ (1,000 – 800)/1,000 = 20% นั่นเอง

Longest Drawdown คืออะไร?

Longest Drawdown คือระยะเวลาที่พอร์ตการลงทุนของเราจะใช้เพื่อกลับขึ้นมาถึงจุดสูงสุดได้ หลังจากเกิดการขาดทุนไป ส่วนใหญ่จะใช้หน่วยระยะเวลาเป็นเดือน

Mar Ratio คืออะไร?

          Mar Ratio คือผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยคำนวณจาก อัตราส่วนของผลตอบแทนแบบทบต้นหรือ CAGR เทียบกับอัตราส่วนร้อยละของการลดลงของเงินทุนที่มากที่สุดหรือ Maximum % Drawdown

: % Win คืออะไร?

% Win คืออัตราส่วนการกำไรของการลงทุน เช่น เทรด 100 ครั้ง ได้กำไร 60 ครั้ง % Win ก็จะเป็น 60%

: % Loss คืออะไร?

% Loss คืออัตราส่วนการขาดทุนของการลงทุน เช่น เทรด 100 ครั้ง ขาดทุน 40 ครั้ง % Loss ก็จะเป็น 40%

Average Win และ Average Loss คืออะไร?

Average Win คือผลกำไรโดยเฉลี่ยของการลงทุน ส่วน Average Loss คือการขาดทุนโดยเฉลี่ยของการลงทุน เช่น 

  • สมมติมีการเทรด 4 ครั้ง 
  • ครั้งที่ 1 ได้กำไร 1,000 บาท 
  • ครั้งที่ 2 ได้กำไร 3,000 บาท 
  • ครั้งที่ 3 ขาดทุน 500 บาท 
  • ครั้งที่ 4 ขาดทุน 800 บาท 
  • Average Win  = (1,000+3,000)/2 = 2,000 บาท 
  • Average Loss  = (500+800)/2 = 650 บาท 

Expectancy คืออะไร?

          Expectancy คืออัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ใช้เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำกำไรจากการลงทุน โดยมีการวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ ใช้การคำนวณโดย (Win% x Average Win) – (Loss% x Average Loss)  โดยกลยุทธ์การลงทุนที่ดี ควรจะใช้ Expectancy ที่เป็นบวก

ทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบ ? ด้วยความแตกต่างในความเฉพาะตัวของสินค้าอย่างน้ำมันดิบ

ทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบ?

          ทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบ ด้วยความแตกต่างและลักษณะเฉพาะตัวของสินค้าอย่างน้ำมันดิบอย่างที่กล่าวไปแล้วทำให้น้ำมันดิบมีคุณสมบัติที่แตกต่างกับสินค้าอื่น ๆ อย่างหุ้นหรือพันธบัตรที่เรารู้จัก และคุณสมบัติเหล่านั้นก็ทำให้น้ำมันดิบกลายเป็นสินค้าที่นักลงทุนสามารถมีติดพอร์ตการลงทุนไว้เพื่อประโยชน์หลายอย่างได้ gofx

             ทำไมต้องเทรดน้ำมันดิบ เพื่อการทำกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยการเทรดน้ำมันนั้น มีคุณสมบัติเฉพาะ ที่มีสภาพคล่องสูงและความผันผวน ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวันราคาจะมีการปรับเปลี่ยนราคาในช่วงที่กว้าง ทำให้นักลงทุนต้องจับจังหวะได้ดี ก็สามารถหาโอกาสเข้าทำกำไรจากส่วนต่างของราคาได้แม้ในระยะสั้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขนาดของ order ที่เข้าทำรายการซื้ออขายเพราะตลาดน้ำมันดิบมีปริมาณการสั่งซื้อ-ขายต่อวันนั้นสูงมาก  เทรดเงิน

            นั่นหมายความว่า นักลงทุนสามารถเข้าซื้อขายได้โดยจับคู่สัญญาได้แทบจะในทันที ทำให้ไม่พลาดโอกาสที่จะได้ราคาดี ๆ ไป ทั้งยังเป็นตลาดที่เปิดซื้อขายแทบจะ 24 ชั่วโมงต่อวันทำการซื้อขายได้5วันต่อสัปดาห์ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้การเทรดน้ำมันดิบนั้น ได้รับความนิยมเป้นอย่างมากต่อเทรดเดอร์ที่ชอบเทรด CFD ทั้งหลาย Mobet.life

             เพื่อกระจายพอร์ตการลงทุน น้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่งซึ่งราคาเปลี่ยนแปลงไปตามรอบวัฏจักรทางเศรษฐกิจ ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูราคาน้ำมันดิบสามารถปรับตัวขึ้นสูงได้เป็นเท่าตัว ขณะที่เมื่อถึงวงจรเศรษฐกิจซบเซาราคาน้ำมันดิบก็สามารถปรับตัวลงได้รวดเร็วและรุนแรง หากนักลงทุนจับจังหวะรอบเศรษฐกิจได้ถูก การกระจายพอร์ตไปถือสัญญาน้ำมันดิบแทนที่พันธบัตรในช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้นจะเป็นการกระจายพอร์ตที่เพิ่มโอกาสทำกำไรให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้ การลงทุน

             เพื่อชดเชยความเสี่ยงของเงินเฟ้อ น้ำมันดิบมีธรรมชาติเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ จึงเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งนอกเหนือไปจากหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ ที่นักลงทุนสามารถใช้ชดเชยความเสี่ยงของเงินเฟ้อ (infaltion hedging) ให้กับพอร์ตการลงทุนได้ 

เครื่องมือที่นิยมใช้ในการเทรดน้ำมันดิบ

             การทำการซื้อขายน้ำมันดิบในตลาด WTI และ Brent  มักทำกันเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การซื้อขายสัญญาประเภทนี้จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากและมีความเสี่ยงหากนักลงทุนถือสัญญาจนถึงวันสิ้นสุดสัญญาก็จำเป็นต้องมีการส่งมอบสินค้ากันจริง ๆ จึงมักไม่เป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนทั่วไปนัก เครื่องมือทางการเงินที่เป็นที่นิยมใช้เทรดน้ำมันดิบในปัจจุบันอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนมากกว่านั้น

             สัญญาซื้อขายส่วนต่าง หรือ CFD – Contract for Difference คือเครื่องมือทางการเงินอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายสินค้าได้ตามต้องการด้วยเงินลงทุนน้อยในแบบที่นักลงทุนรายย่อยก็สามารถลงทุนได้ ทำให้วิธีซื้อขายนี้เป็นที่นิยมอย่างมากของนักลงทุนทั่วโลก และสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อขายก็คือความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของ Broker ผู้ให้บริการ